ชมผลไม้ เที่ยวสวนลุงนิล เกษตรคอนโด


สวนลุงนิล เกษตรคอนโด 9 ชั้น จ.ชุมพร



สวนลุงนิล

เจ้าของรางวัล Tourism Awards ปี 2553 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรดีเด่น 

“ลุงนิล” เป็นชื่อที่ชาวบ้านในละแวก ต.ช่องไม้แก้ว อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร คุ้นเคยเรียกขานกัน ส่วนชื่อจริง คือ “สมบูรณ์ ศรีสุบัติ” เป็นหนึ่งใน 25 ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) คัดเลือกขึ้นมาเป็นปราชญ์เกษตรฯนำร่อง เพื่อเป็นกลไกขยายผลองค์ความรู้และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน และประชาชนทั่วไป แปลงเกษตรของลุงนิลมีระบบการจัดการที่ลงตัวบนเนื้อที่ 17.13 ไร่ ที่ ส.ป.ก. จัดสรรให้ทำกิน ทุกตารางเมตรถูกใช้ ประโยชน์อย่างคุ้มค่าทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน โดยเฉพาะการปลูกพืช 5 ชั้น เลียนแบบคอนโดมิเนียม สามารถทำเงินรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนและรายปีให้ลุงนิลอยู่ได้พอมี พอกิน

แรกเริ่มลุงนิลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินผืนนี้ ด้วยการปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือ ทุเรียนหมอนทอง รวมกว่า 700 ต้น แต่เนื่องจากขาดประสบการณ์และความรู้ด้านการจัดการสวนทุเรียน ทำให้ประสบภาวะขาดทุน ธุรกิจล้มเหลว ทั้งยังมีหนี้สินติดตัวอีกหลายแสนบาท บทเรียนครั้งนั้นทำให้ลุงนิลเกิดความท้อแท้ แต่ภายหลังได้รับฟังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านทางทีวีเมื่อปี 2540 ทำให้ลุงนิล รู้จักประมาณตน รู้จักตนเอง และมีกำลังใจฮึดสู้อีกครั้ง โดยยึดมั่นอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง และความพอดี

จากนั้นลุงนิลก็ศึกษาและเริ่มทำการ เกษตรผสมผสาน และเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ เน้นใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการปลูกพืชหลักและพืชแซมพร้อมกับเลี้ยงสัตว์ เบื้องต้นได้ปลูกพืชที่ชอบกินและกินสิ่งที่ปลูก ซึ่งช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ ผลของความขยันหมั่นเพียรทำให้ปัจจุบันสวนของลุงนิลเต็มไปด้วยพืชเศรษฐกิจนานาพรรณ มีการปลูกพืชเลียนแบบป่าธรรมชาติ โดยเฉพาะการ ปลูกพืช 5 ชั้น ลักษณะคอนโดมิเนียมถือเป็นไฮไลต์ของแปลงเกษตรพอเพียงผืนนี้ชั้นบนสุดเป็นพืชหลัก คือ ไม้ผลและไม้ยืนต้นที่มีต้นสูง ได้แก่ ทุเรียนหมอนทอง จำนวน 8 ไร่ หมาก 100 ต้น ลองกอง 50 ต้น ลางสาด 50 ต้น มังคุด 100 ต้น ส้มโอ สะตอ ชั้นรองลงมาปลูกพริกไทยแซมตามโคนต้นพืชหลัก ประมาณ 500 ต้น ส่วนชั้น 3 ปลูกพืชแซมตามพื้นที่ว่าง มีกล้วยเล็บมือนาง 1,000 กอ ส้มจี๊ด 9 ไร่ และส้มโชกุน 50 ต้น ขณะที่ชั้น 2 ปลูกพืชสมุนไพรที่มีต้นเตี้ยลงมาอีก ได้แก่ ตะไคร้ และข่า และชั้นล่างสุดเป็นชั้นใต้ดินปลูกขมิ้น กระชาย กลอย และ มันหอม รวมกว่า 2,000 กอ นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงปลาน้ำจืด เช่น ปลายี่สก ปลาแรด ปลานิลแดงเพื่อบริโภคในครัวเรือน ทั้งยังมีการเพาะขยายพันธุ์สุกรจำหน่ายด้วย ซึ่งขณะนี้มีแม่พันธุ์สุกรอยู่กว่า 100 ตัว 

ผลของการทำบัญชีครัวเรือน ทำให้ลุงนิลรู้รายรับ รู้รายจ่าย โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีแต่ละปีคิดค่าใช้จ่ายแล้วสูงมาก จึงปรับตัวหันมาใช้ผลพลอยได้จากสุกร คือ มูลสุกร นำมาหมักใช้ปรับปรุงบำรุงดินทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี นับว่าช่วยประหยัดต้นทุนและได้ผลดีไม่แพ้กัน สำหรับใบไม้ที่ร่วงหล่นในแปลงจะปล่อยให้ทับถมกันและย่อยสลายไปเอง กลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ ขณะเดียวกันลุงนิลยังใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านผลิตน้ำส้มควันไม้ เป็นสารชีวภาพที่สามารถใช้ไล่แมลงศัตรูพืช และยังขจัดกลิ่นในโรงเรือนสุกรได้ด้วย

ขณะนี้ผลิตผลเกษตรพอเพียงของลุงนิลสามารถทำรายได้ให้อย่างงดงาม มีรายได้รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ซึ่งทุก ๆ วันลุงนิลจะมีรายได้จากการจำหน่ายส้มจี๊ด พริกไทยสด วันละ ประมาณ 700-1,000 บาท ส่วนรายสัปดาห์จะมีรายได้จากการขายกล้วยเล็บมือนาง สมุนไพร และเครื่องแกง ประมาณ 10,000 บาท/สัปดาห์ รายเดือนจะจำหน่ายลูกสุกรที่เพาะพันธุ์ไว้มีรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท และเมื่อพืชหลักให้ผลผลิต ทำให้ลุงนิลมีรายได้รายปี จากการขายทุเรียน ลองกอง มังคุด ลางสาด กลอย มันหอม และพริกไทยแห้ง รวมกว่า 305,000 บาท ซึ่งปีที่ผ่านมา ลุงนิลมีรายได้จากผืนดินพอเพียงรวมกว่า 1,371,000 บาท

ปัจจุบันสวนลุงนิลได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ต.ช่องไม้แก้ว อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร มีเจตนารมณ์ที่จะเผื่อแผ่ แบ่งปันและขยายผลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่เพื่อนบ้าน ชุมชน เกษตรกรในพื้นที่และอำเภอใกล้เคียง รวมทั้งผู้สนใจทั่วไปด้วย ซึ่งขณะนี้คนในชุมชน ได้เข้ามาเรียนรู้และปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว กว่า 85% อนาคตลุงนิลมีแผนที่จะเพาะกล้าไม้พื้นเมืองและปลูกไม้ใช้สอยในสวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังมีแผนที่จะชักชวนลูกหลานให้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดด้วย “ทำอะไรก็ตาม อย่าทำมาก ต้องค่อย ๆ ลองทำไปก่อน ต้องเรียนรู้ก่อน ค่อยทำจริง หลังเปลี่ยนแนวคิดสู่ความพอเพียง ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป ปัจจุบันครอบครัวสามารถปลดหนี้ได้ ไม่มีหนี้สิน อยู่อย่างมีความสุข พอมีพอกิน และยังมีเงินเหลือเก็บ” ลุงนิลบอกตอน ท้ายด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม

ผืนดินพอเพียงผืนนี้ ยินดีต้อนรับทุกท่านที่จะเข้าไปศึกษาเรียนรู้ หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่
14 หมู่ 6 ต.ช่องไม้แก้ว อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร โทร. 087 - 466-0596
 
ที่มา  :  หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 5 มิถุนายน 2550

:: กระทบไหล่ "ลุงนิล" เจ้าของสวนเกษตร "คอนโด 9 ชั้น"
ผู้ยึดมั่นในแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
 ทันทีที่ทราบว่าจะได้ไปกระทบไหล่กับ ลุงนิล เจ้าของสวนเกษตรคอนโด 9 ชั้น ก็ยิ่งทำให้ผู้เขียนอยากเร่งเวลาเดินทางให้ไปถึงเมืองชุมพรโดยเร็ว เพราะเป็นที่รู้กันว่า ในแวดวงการเกษตรของบ้านเรา ลุงนิล คือหนึ่งใน 25 ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) คัดเลือกขึ้นมาเป็นปราชญ์เกษตรฯ นำร่อง เพื่อเป็นกลไกขยายผลองค์ความรู้และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน และประชาชนทั่วไป

สวนลุงนิล เป็นที่คุ้นหู คุ้นตาชาวจังหวัดชุมพรมาหลายปีแล้ว ตั้งอยู่ที่ ต.ช่องไม้แก้ว อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร ชื่อจริงของลุงนิล คือ “สมบูรณ์ ศรีสุบัติ” นับเป็นเกษตรกรที่สามารถ จัดการที่ลงตัวบนเนื้อที่ 17.13 ไร่ ที่ ส.ป.ก. จัดสรรให้ทำกิน ทุกตารางเมตรถูกใช้ ประโยชน์อย่างคุ้มค่าทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน โดยเฉพาะการปลูกพืช 9 ชั้น เลียนแบบคอนโดมิเนียม สามารถทำเงินให้ลุงนิลได้ปีละหลายล้านบาท เรียกได้ว่า พอมี พอกิน จนเหลือใช้เลยทีเดียว

ลุงนิล ได้เล่าถึงที่มาของต้นแบบการปลูกพืชแบบคอนโด 9 ชั้นว่า ก่อนหน้านี้ลุงนิลประกอบอาชีพค้าขาย อยู่หลายปี ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่เนื่องด้วยต้องการมีรายได้ที่มากกว่าเดิม เลยคิดที่จะปลูกทุเรียน ตามสมัยนิยม เพราะคิดว่าทุเรียนสามารถทำเงินได้อย่างมหาศาล ครั้งแรกที่ปลูก คือ ทุเรียนหมอนทอง รวมกว่า 700 ต้น แต่เนื่องจากขาดประสบการณ์และความรู้ด้านการจัดการสวนทุเรียน ทำให้ประสบภาวะขาดทุน ธุรกิจล้มเหลว แถมทั้งยังมีหนี้สินติดตัวอีก 2 ล้านบาท บทเรียนครั้งนั้นทำให้ลุงนิลเกิดความท้อแท้ จนคิดที่จะฆ่าตัวตาย แต่ความคิดนั้นก็เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ เมื่อลุงนิลได้เห็นหน้าลูกชายก็ถึงกลับถอดใจ และตั้งสติได้ ว่าถ้าหากตัวเองตายไปแล้วลูกจะอยู่กับใคร ใครจะเป็นคนดูแลครอบครัว อย่างที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ในวิกฤติมักมีโอกาสซุกซ่อนอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าเราจะเปิดใจรับโอกาสนั้นเข้ามาในชีวิตหรือไม่ ซึ่งลุงนิลเป็นอีกคนหนึ่ง ที่ได้เปิดรับโอกาสอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้เข้ามาในชีวิต จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ลุงนิล สามารถ ลืมตา อ้าปาก และปลดหนี้ได้ภายในเวลา 7 ปี

“ วันนั้นลุงคิดว่าจะไม่อยู่แล้วนะ คือมันมืดไปหมด ไม่รู้จะทำยังไง เจ้าหนี้ก็มาทวงเงินถึงบ้านทุกวัน แทบไม่ให้หายใจหายคอ  คนแถบนี้ทั้งตลาดเขาก็ลือกันไปทั่ว เรื่องที่เราติดหนี้ เพราะกู้ยืมมาทำสวนทุเรียน แต่พอตั้งสติได้ ตอนนั้นก็นึกถึงลูก สงสารลูก เลยมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดีกับชีวิตดี จำได้ว่าวันนั้นตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม ปี 2540 ซึ่งตรงกับวันเฉลิมฉลองของในหลวง ลุงเปิดทีวีไว้แล้วได้รับฟังพระราชดำรัสของพระองค์ฯ เรื่องการทำเกษตรแบบพอเพียง บอกตรงๆ ว่าวันนั้นเหมือนมีฝนหล่นมาชโลมที่หัวใจ ทำให้ลุงคิดได้ว่าจะทำยังไงต่อไปดี” ลุงนิล กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ


ภายหลังจากที่ลุงนิลได้รับฟังพระราชดำรัสฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ทำให้ลุงนิลลุกขึ้นสู้อีกครั้งโดยไม่รีรอที่จะรีบทำ ด้วยการปลูกพืช แบบผสมผสาน ไม่ใช้สารเคมี เปลี่ยนมาเป็นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ อะไรปลูกได้ก็จะปลูกไว้หมด จนได้รับฉายาลุงนิล สวนเกษตรคอนโด 9 ชั้น ซึ่งลุงนิลก็ได้อธิบายถึงการปลูกพืช 9 ชั้นให้ฟังว่ามีอะไรบ้างคือ ชั้นที่ 1 สร้างบ่อน้ำเพื่อเลี้ยงปลา ชั้นที่ 2 ปลูกพืชใต้ดิน ประเภทหัว เช่นกอย กระชาย ข่าเหลือง ซึ่งปีที่แล้วหัวกอยในสวนลุงนิลขายได้ราคากว่าแสนบาท ชั้นที่ 3 ปลูกพืชหน้าดิน อาทิ พริกขี้หนู ยอดเหลียง มะเขือ ชั้นที่ 4 ปลูกส้มจี๊ด 1,000 กว่าต้น ชั้นที่ 5 ปลูกกล้วยเล็บมือนาง ชั้นที่ 6 ปลูกทุเรียน ชั้นที่ 7 ปลูกต้นลองกอง มังคุด พริกไทยทุกชนิด โดยให้เครือของพริกไทย เลื้อยไปตามต้นไม้ที่ปลูกไว้ เป็นการเลี้ยงพืชแบบกาฝาก และปีที่ผ่านมา พริกไทยในสวนลุงนิลก็สามารถขายได้ราคากว่า 3 แสนบาท ชั้นที่ 8 ปลูกไม้เป็นร่มเงา ซึ่งตรงนี้จะร่วมโครงการกับธนาคารต้นไม้ หรือที่เรียกว่า Tree Bank ตัดเท่าไหร่ปลูกแทนเท่านั้น โดยโครงการนี้ได้ร่วมกับชุมพรคาบาน่า รีสอร์ท และชาวบ้านในพื้นที่ และ ชั้นที่ 9 คือปลูกไม้ยางนา 150 ต้น ถวายแด่ในหลวง นอกเหนือจากพืชคอนโด 9 ชั้นที่ลุงนิลได้กล่าวมาแล้ว ทุกวันนี้ลุงนิลก็กำลังปลูกพืชอีกชนิดหนึ่ง คือ การปลูกฝังเด็กๆ ในพื้นที่ให้รักบ้านเกิดและเรียนรู้ที่จะทำเกษตรแบบพอเพียง พึ่งพาตนเองได้ ผู้เขียนก็หวังไว้เป็นอย่างยิ่งว่า ความพยายามของลุงนิลจะประสบผลสำเร็จในเร็ววัน

ทุกวันนี้ลุงนิล ยังคงมีความสุขกับการทำเกษตรแบบผสมผสาน พอมี พอกิน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอด หากวันนี้ผู้เขียนไม่ได้มีโอกาสมานั่งพูดคุยกับลุงนิลแล้วหล่ะก็ คงจะไม่ทราบมาก่อนเลยว่า เบื้องหลังความสำเร็จของสวนเกษตรคอนโด 9 ชั้น นั้นแฝงไว้ด้วย หยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา มากมายเพียงใด แต่ผู้ชายที่ชื่อ ลุงนิล หรือ “สมบูรณ์ ศรีสุบัติ” คนนี้ ก็สามารถผ่านวันเวลาอันเลวร้ายนั้นมาได้ ด้วยใจที่อดทน และยึดหมั่นในสิ่งที่ดีและถูกต้องเสมอ ก่อนกลับลุงนิลยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า " ในโลกนี้งานมีอยู่ 2 ประเภท คือ งานเขา กับ งานเรา " เลือกเอาว่าพอใจอยากจะทำงานประเภทไหนมากที่สุด... แล้วคุณผู้อ่านหล่ะ เลือกงานประเภทใด!!

:: สนใจเข้าไปเรียนรู้การปลูกพืชคอนโด 9 ชั้น เพื่อให้ชีวิตคุณก้าวหน้ามายิ่งขึ้น ติดต่อได้ที่ สวนลุงนิล เลขที่ 14 หมู่ 6 ต.ช่องไม้แก้ว อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร โทรศัพท์.08-7466-0596


 เรื่อง : ชมภู ศรียามาตย์ 
 ภาพ : มนตรี ปิยมิตรอำนวย

 

 

เปิดประตูสู่ จังหวัดชุมพร

ประตูสู่ภาคใต้ ไหว้เสด็จในกรม ชมไร่กาแฟ แลหาดทรายรี ดีกล้วยเล็บมือ ขึ้นชื่อรังนก


เที่ยวระนอง อัศจรรย์น้ำแร

 
     จังหวัดชุมพร..ชมความงามความมหัศจรรย์ทะเลชุมพร ทะเลอ่าวไทย ทะเลงาม ชายหาดสวย ความอุดมสมบูรณ์ของโลกใต้น้ำ กับกิจกรรมดำน้ำตื้น ชมปะการัง และ  ฝูงปลา หมู่เกาะทะเลชุมพร เกาะง่ามน้อย ง่ามใหญ่ ที่ยังคงสภาพที่คงเดิมของธรรมชาติ ชมวิถึชีวิตชาวประมง ออกเรือตกหมึก ล่องแพพะโต๊ะ ท่องเที่ยวเชิงเกษตร เศรษฐกิจพอเพียง ลิ้มรสอาหารพื้นบ้าน และอาหารทะเลสดๆ ผักและผลไม้ปลอดสาร

ทะเลชุมพร

    เกาะแรกที่ได้เดินทางไปชมคือ เกาะมัตรา ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นเกาะที่นักท่องเที่ยวนิยมไปดำน้ำชมปะการัง บนเกาะมีที่พักเล็กๆ ไว้คอยบริการ สำหรับที่พักแห่งนี้เล่ากันมาว่า เจ้าของชื่อลุงขาว แกได้มาอยู่ที่เกาะแห่งนี้ก่อนใครเป็นเวลาเนิ่นนานนับสิบๆ ปี

     โปรแกรมต่อไปของผมยังอยู่ที่ทะเล แต่เป็นเกาะต่างๆ ในบริเวณชายฝั่งทะเลของ จ.ชุมพร เมื่อเดินทางถึงฝั่งแล้ว ได้แวะทานอาหารเที่ยงที่ร้านน้องใหม่ แถวๆ ริมหาดทรายรี หาดทรายสวยอันดับต้นๆ ของ จ.ชุมพร และ ณ หาดทรายแห่งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางท่องเที่ยวไปสู่หมู่เกาะชายฝั่งทะเลชุมพร

    ช่วงหลังเริ่มมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่เกาะมัตรามากขึ้น ลุงขาวจึงได้จัดทำที่พักขึ้นเพื่อเป็นที่พักแก่นักท่องเที่ยวที่ชอบความเงียบสงบ และปัจจุบันมีร้านค้าร้านอาหารเล็กๆ ไว้คอยบริการ ปัจจุบันเรือนำเที่ยวจากชายฝั่ง จ.ชุมพร นิยมพานักท่องเที่ยวมาดำน้ำที่เกาะมัตรากันอยู่เป็นประจำ เพราะนอกจากสภาพน้ำโดยรอบเกาะจะใสมากแล้ว ยังมีปะการังที่สวยงาม และเป็นที่หลบลมทะเลได้ดีอีกจุดหนึ่งด้วย

     จากเกาะมัตรา เรือบ่ายหน้าลงไปทางทิศใต้สู่จุดหมายต่อไปนั่นคือ เกาะแรด ที่มาของชื่อเกาะนั้นคงเดาได้ไม่ยาก หากใครได้มาคงจะเห็นเช่นเดียวกับผม โดยรูปร่างลักษณะของเกาะนี้เหมือนเอาเสียมากๆ ดุจราวตัวแรด แต่ผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่าจะเป็นแรดชวา หรือ แรดอินเดีย

    หากเปรียบเป็นแรดชวา เพศผู้จะมีนอที่ยาวกว่าเพศเมีย ถ้าเป็นแรดอินเดีย ทั้งเพศผู้และเพศเมีย จะมีนอที่ยาวพอๆ กัน ว่ากันว่า นอ ของแรดนี้ไม่ใช่กระดูก หรือ เขา ของมันนะครับ จริงแล้วมันคือขนที่รวมกลุ่มกันอยู่อย่างหนาแน่น จนกลายสภาพเป็นของแข็ง และเป็นอาวุธป้องกันตัวชิ้นสำคัญของแรด คนบางกลุ่มมีความเชื่อว่า นอ ของแรดใช้เป็นยารักษาอาการไข้ได้ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แรดลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

    ส่วนที่เกาะแรดแห่งนี้ คงไม่มีใครกล้าคิดที่จะหักนอแรดนี้เป็นแน่… รอบๆ เกาะแรดเป็นแหล่งดำน้ำชมดอกไม้ทะเลสีสวย มีแนวปะการังที่สมบูรณ์ รวมทั้งฝูงปลานานาชนิดแหวกว่ายอย่างมีความสุขใต้ท้องทะเลสีคราม หากใครได้มาเที่ยวที่นี่ ขอแนะนำให้ลงดำน้ำที่เกาะแรด รับรองไม่ผิดหวังครับ

     รอบๆ เกาะแรดยังมีเกาะอีกหลายเกาะ แต่เราไม่สามารถเข้าไปเที่ยวชมได้ เนื่องจากเป็นเกาะที่มีผู้สัมปทานทำธุรกิจรังนกนางแอ่น เจ้าของเขาค่อนข้างหวงห้ามเนื่องจากเกรงปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา รังนกนางแอ่นมีราคาต่อกิโลกรัมค่อนข้างสูง หากเกิดความเสียหาย หรือสูญหายไป นั่นคือผลกระทบต่อรายได้มหาศาล มองในอีกมุมหนึ่ง ธรรมชาติบนเกาะสัมปทานเหล่านั้นคงได้พักฟื้นตัวอีกหลายปี และหากต่อไปถึงเวลาเปิดเกาะให้คนทั่วไปได้ท่องเที่ยวได้ ตอนนั้น จ.ชุมพร คงได้เปิดตัวไข่มุกเม็ดงามอีกหลายเม็ดเลยทีเดียว

    วันนี้คลื่นลมเงียบสงบราวกับเป็นใจให้การท่องเที่ยวนั้นราบรื่น แสงอาทิตย์กำลังใกล้จะลาลับไปอีกหนึ่งวัน ผมมองไปที่ชายฝั่งหาดทรายรีที่เงียบสงบ อีกไม่นานเรือตังเกลำขนาดกลางนี้จะพาไปส่งที่นั่นเพื่อกลับไปพักผ่อนในตัวเมืองชุมพร แต่โปรแกรมท่องทะเลของผมยังไม่จบอยู่เพียงเท่านี้ เพราะคืนนี้เรามีนัดกับเรือลำเดิมว่าเราจะออกไปไดร์หมึกกัน

หมึกกล้วย หมึกศอก หยอกล้อกับแสงไฟ
     หลังจากกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมพนธารา ในตัว จ.ชุมพร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ร่างกายก็พร้อมเผชิญทะเลในช่วงเวลากลางคืนอีกครั้ง โรงแรมพนธารา เป็นโรงแรมที่เปิดให้บริการใหม่ สภาพห้องและเฟอร์นิเจอร์จึงใหม่เอี่ยมอ่องน่าใช้งาน ภายในห้องตกแต่งได้อย่างน่ารักทันสมัย ที่สำคัญราคาไม่แพง คือมีราคาตั้งแต่ 600 บาท ขึ้นไป (ราคานี้รวมอาหารเช้าด้วยนะ)

     นี่แหละครับการท่องเที่ยวของ จ.ชุมพร เขาพัฒนาขึ้นมาก จากที่เมื่อก่อนผมขับรถผ่านเลยจังหวัดนี้เป็นประจำ แต่มาวันนี้ได้มาเที่ยวและแวะพัก จึงได้รู้ว่าจังหวัดชุมพร มีอะไรมากกว่าที่คิดเยอะ

     ผม และเพื่อนร่วมทริปลงเรือตังเกลำเดิมที่ได้ลงไปให้พาเที่ยวเมื่อตอนกลางวัน หาดทรายรีเป็นจุดเริ่มของการออกทริปตามล่าหาหมึก คนเรือบอกว่าคืนนี้แม้ดวงจันทร์จะส่องแสงมากไปหน่อย แต่ก็มั่นใจว่าเราจะต้องได้หมึกสดๆ มาย่างกินกันในเรือแน่ๆ เลยทำให้บางคนได้หิ้วน้ำจิ้มซีฟู๊ดลงเรือไปด้วย อ่ะนะ ถือเป็นการเตรียมการที่รอบคอบจริงๆ

     ผู้คนบนชายฝั่งคงได้ยินเสียงเรือล่าหมึกของเราเบาลงไป ในขณะเดียวกับที่แสงไฟบนเรือหลี่เล็กลงๆ จนพวกเขาคงเห็นเป็นเพียงจุดสีขาวอยู่กลางทะเล ตรงกันข้ามกับผู้คนในเรือที่กำลังตื่นเต้นสนุกสนาน ด้วยวาดฝันว่าคืนนี้จะได้หมึกสดตัวขาวๆ จากทะเลชุมพรนี้มาเป็นอาหารรอบดึกหรือไม่

     จู่ๆ เรือก็จอดนิ่งอยู่กลางทะเล ผมไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน มองออกไปไกลๆ เห็นแต่เรือล่าหมึกอยู่รายรอบ เรือเหล่านั้นก็คงออกมาทำธุระเช่นเดียวกับเรา แต่เขาคงมุ่งปริมาณมากกว่าความสนุกสนานและประสบการณ์อย่างเรา ปัจจุบันโปรแกรมไดร์หมึกตอนกลางคืน เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวทะเลชุมพร หากใครสนใจก็ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ ตามที่อยู่ด้านล่าง หรือที่เจ้าของเรือที่หาดทรายรี จ.ชุมพร กันได้เลย

     ไม่นานหลังจากเรือจอดนิ่ง แสงไฟจากสปอร์ตไลท์ก็เปล่งประกายแสงอย่างเต็มพลังจากเครื่องปั่นไฟที่เรียกว่าระบบไดนาโม นี่กระมังเขาจึงเรียกวิธีการหาหมึกด้วยการใช้ไฟปั่นแบบนี้ว่า การไดร์หมึก ที่ว่าต้องเปิดไฟให้สว่างจ้าด้วยสปอร์ตไลท์นั้น ไม่ใช่หมึกจะมาเล่นไฟตามแสงสว่าง ซึ่งตอนแรกผมก็เข้าใจอย่างนั้น

     ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นเจ้าปลาตัวเล็กๆ มากกว่าที่ชอบมาเล่นแสงไฟ ส่วนเจ้าหมึกนั้นติดตามมากินปลาตัวเล็กๆ อีกทีหนึ่ง เราจึงเข้าใจว่ามันขึ้นมาเล่นไฟ

     เมื่อเจ้าหมึกลอยตัวขึ้นมา นักล่าหมึกสมัครเล่นจะใช้เบ็ดที่เกี่ยวด้วยโย ซึ่งมีลักษณะเป็นทุ่นรูปร่างรี คล้ายปลาตัวเล็ก เรืองแสง และมีเบ็ดเป็นหนามรอบตัว แล้วขว้างเบ็ดออกไปจากนั้นลากเบ็ดให้ผ่านตัวหมึก เมื่อหมึกเห็นจะหลงเข้าใจว่าเป็นปลาตัวเล็กซึ่งเป็นอาหารของมัน มันจะใช้หนวดยาวๆ จับเอาไว้ และนั่นก็คือ จุดจบของหมึกโชคร้าย

     เราใช้วิธีการหาหมึกแบบนี้ เนื่องจากเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว ไม่ได้ใช้วิธีแบบการลงอวนซึ่งน่าจะได้หมึกในปริมาณที่มากกว่า นั่นคงเหมาะสำหรับผู้ที่ทำเป็นอาชีพมากกว่า เพียงแค่วิธีนี้เราก็ได้หมึกมาหลายสิบตัว มีอยู่ตัวหนึ่งยาวหนึ่งฟุตกว่าๆ

    คนเรือเรียกว่าหมึกศอก ตัวของมันยาว ขาวมากๆ เห็นแล้วน่ารักน่าเอ็นดู แต่แล้วความน่าพิสมัยก็พ่ายแพ้ความหิว หมึกหลายตัวถูกย่างอยู่บนตระแกงบนเตาไฟ น้ำจิ้มซีฟู๊ดรสเด็ดออกรสได้จัดจ้าน เราอร่อยกันถ้วนหน้าจนบางคนถึงกับลืมปริมาณคอเลสเตอร์รอลในตัวกันไปเลย

     คืนนี้เป็นค่ำคืนที่สนุกและตื่นเต้น การได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวประมง แบบการมาสัมผัสจริงอย่างนี้ได้รสชาติของชีวิตกว่าการนั่งดูภาพอยู่ที่บ้านเป็นไหนๆ กลิ่นอายของธรรมชาติ สายลมแห่งท้องทะเล มิตรภาพใหม่ๆ รอบตัว เป็นเรื่องยากที่จะบรรยายให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง สำหรับผมแล้วการได้ออกเดินทาง นั่นคือการได้พบเห็นสิ่งใหม่ที่แตกต่างไปจากทุกวัน

หยดน้ำจากภูผาสู่มหานที 
     จ.ชุมพร ประตูบานใหญ่สู่ภาคใต้ ใช่ว่าจะมีความสวยงามอยู่แต่เพียงในท้องทะเล ทางด้านบนบกบนพื้นดินก็มีทรัพยากรณ์มีค่าสวยงามอยู่มากมายไม่แพ้กัน ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง ทอดตัวจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้เป็นความยาวถึง 222 กิโลเมตร ในธรรมชาตินั้นมีสายน้ำอยู่หลายสายจากเบื้องบนแห่งขุนเขา ซึ่งเปรียบเสมือนสันปันน้ำ แต่ละสายนั้นได้ไหลมารวมตัวกันก่อนออกสู่ทะเล หากเป็นด้านตะวันออกก็ไหลรวมสู่อ่าวไทย ด้านตะวันไหลรวมลงไปสู่อันดามัน จากภูมิประเทศที่น่าสนใจนี้ บางคนจึงกล่าวเป็นถ้อยคำสละสลวยว่า “หยดน้ำจากภูผาสู่มหานที”

     จากหยดน้ำ นั้นหมายถึงการเป็นป่าต้นน้ำที่ใสสะอาด ใช้หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในผืนป่า อย่างเช่นใน อ.พะโต๊ะ นับเป็นต้นแบบของการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า อย่างแท้จริง

     คำว่า “พะโต๊ะ” นี้ผมสงสัยมานาน ดูออกจะหาความหมายได้ยาก ผมพึ่งมารู้ความหมายก็เมื่อวันที่ได้เดินทางมาในทริปนี้เอง “พะโต๊ะ” เป็นภาษาบาลี แปลว่า “ตก” หรือ “เหว” คงด้วยสภาพพื้นที่ของอำเภอนี้ที่มีภูเขาสลับซับซ้อนมากมาย ไม่ค่อยมีพื้นราบมากนัก คงมีจุดหนึ่งจุดใดที่คนรุ่นก่อนใช้เป็นที่มาของชื่ออำเภอ

     อำเภอพะโต๊ะ มีแม่น้ำหลังสวนไหลผ่าน ก่อนจะไหลไปรวมกับแม่น้ำสายอื่นๆ แล้วออกสู่ทะเลอ่าวไทย ว่ากันว่าแม่น้ำสายนี้ไม่เคยเหือดแห้ง ผมได้ล่องแพด้วยท่อพีวีซี (แต่ก่อนเป็นแพไม้ไผ่) เพื่อการอนุรักษ์โดยการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ได้พบเห็นธรรมชาติสองฟากฝั่ง ระยะทางหลายกิโลเมตรที่ล่องผ่านไม่ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย บางช่วงเป็นเรือกสวนของชาวบ้าน มีสวนลองกอง สวนกล้วย และผลไม้อื่นๆ อีกมากมาย

     แม่น้ำหลังสวนไหลเย็น ให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่น บางช่วงผมอยากลอยคอเล่นน้ำผมก็ลงได้เลย โดยมีชูชีพช่วยเพิ่มความปลอดภัย ทำให้นึกถึงเมื่อตอนเป็นเด็ก ที่เคยกระโดดลงน้ำป่าสักทุกวันหลังโรงเรียนเลิก และในวันที่ไม่อยากไปโรงเรียน

    ที่พะโต๊ะนี้ชาวบ้านอยู่ด้วยความเคารพในกติกาธรรมชาติ เขารู้ถึงความสำคัญของป่าไม้ คุณค่าของสายน้ำ ทุกอย่างล้วนพึ่งพาอาศัยกัน แล้วเขาก็อยู่กันอย่างมีความสุขและพอเพียง

    เมื่อพูดถึงความพอเพียง หากใครได้เดินทางมา จ.ชุมพร ผมขอแนะนำให้ไปเที่ยวบ้านลุงนิล ที่ อ.ทุ่งตะโกครั้งแรกผมได้รับการแนะนำจากคุณพิพัฒน์ รัตนากร หรือพี่เอก ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท เฟมทัวร์ แอนด์ เซอร์วิส และเป็นเจ้าของร้านอาหารอิตาเลี่ยน (แต่ว่าอร่อยแบบไทยๆ) ใน จ.ชุมพร ว่าทริปนี้ต้องไปเที่ยวบ้านลุงนิลให้ได้ เพราะคนๆ นี้คือผู้ที่ทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ของในหลวงของเรา โดยยึดหลักพอเพียงเป็นหัวใจของการดำเนินชีวิต

     เมื่อแรกที่ได้พบกับลุงนิล ผมรู้สึกได้ถึงความสดชื่นสบายใจในตัวของชายวัยกลางคน ลุงนิลเป็นชาว จ.ชุมพร มีการศึกษาที่ไม่สูงนัก เคยเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยการเป็นกุ๊กอยู่ในภัตตาคารย่านปิ่นเกล้า จากนั้นได้ผันตัวเองไปเป็นเจ้าของกิจการร้านผัดไทนายแว่น ที่ตลาด อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

     ในช่วงที่อยู่ที่หัวหิน ลุงนิลเล่าไปพรางยิ้มให้กับความสุขในวันวาน ช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงที่เส้นแห่งชีวิตขึ้นถึงขีดสุด มีกิจการที่อยู่ฐานะมั่นคง มีเงินใช้สอยได้อย่างไม่ขาด แต่แล้วเหมือนสวรรค์แกล้ง เส้นชีวิตถูกขีดให้ดิ่งลง เพียงเพราะลุงนิลไปจับงานด้านการค้าผลไม้ และการลงทุนปลูกผลไม้โดยใช้สารเคมี ซึ่งเป็นปุ๋ยเคมีต่างๆ ทีมีขายอยู่ตามท้องตลาด

     จากคนเคยมี จำต้องขายทุกสิ่งทุกอย่างที่หัวหิน ซ้ำยังต้องกู้หนียืมสินเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท เพื่อลงทุนทำการเกษตร เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้ผลกำไรขึ้นมา มีเพียงแต่ดอกเบี้ยที่เพิ่มทวีคูณขึ้นทุกวัน และในเมื่อความเครียดเดินทางมาถึงจุดที่เรียกว่าที่สุด ทางออกอันมืดมนของลุงนิลในวันนั้น คือ การคิดที่จะฆ่าตัวตาย….

     เพียงเสี้ยวนาทีของช่วงค่ำวันหนึ่ง หากไม่มีลูกชายตัวน้อยเดินผ่านเข้ามา และโทรทัศน์ที่กำลังเผยแพร่รายการเกี่ยวกับพระราชดำริ ถึงความพอเพียง จากในหลวง ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นลุงนิลน้ำตาคลอ สองเท้าเดินเข้าไปหาลูกชายผู้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย สองแขนได้โอบกอดจูบลูกน้อยทั้งที่น้ำตายังอาบแก้ม…และตั้งแต่เย็นวันนั้นเป็นต้นมา ลุงนิลได้ลุกขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ดำเนินกิจการงานเกษตรด้วยทฤษฎีความพอเพียง เลิกที่จะใช้ปุ๋ยเคมีโดยเด็ดขาด ปลูกพืชแบบสวนผสม ให้พืชพึ่งพาอาศัยกันเอง

     ลุงนิลเล่าต่อไปว่า ตอนนั้นอยากกินอะไรก็ปลูกมัน ไม่จำเป็นว่าตรงนี้ต้องปลูกพืชชนิดนี้ ทุเรียนจะอยู่ใกล้กับพริกไทยก็ได้ ผมใช้ทลายปาล์มมาคลุมดินเพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้นตลอด ในสวน 17 ไร่ ปัจจุบันนี้ไม่มีปุ๋ยเคมีแม้แต่เม็ดเดียว ในบ่อน้ำมีปลา ถัดไปส่วนของลูกชายเขาเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ก็เอาขี้ของมันมาเป็นปุ๋ย “อาหารของต้นไม้คือขี้…อย่างอื่นมันคือยาโด๊ป”

     ทุกวันนี้ลุงนิลใช้หนี้ 2 ล้านบาทหมดสิ้นไปแล้ว ลุงนิลเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ ชีวิตต้องเริ่มด้วยการไม่เป็นหนี้เสียก่อน มาถึงวันนี้ลุงนิลกล้าที่จะยิ้มเบิกบานได้เต็มปาก ไปไหนมาไหนมีแต่คนยกย่องนับถือ บางวันก็ต้องไปบรรยายให้ผู้สนใจในโครงการเกษตรฟัง บางวันก็มีกลุ่มคนเข้ามาดูงาน บ้างก็มาพักแบบโฮมสเตย์ ทุกวันนี้บ้านหลังนี้ที่ปลูกกลางสวนไม่เคยว่างจากผู้คน

     ด้วยความเป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรี ผู้คนที่มาบ้านลุงนิลก็ได้รับความสบายใจ บ้างกลับไปแล้วก็พาครอบครัวของตัวเองมาอีกรอบ เพื่อให้มาคุยกับลุงนิล และอย่างน้อยผมก็อีกคนที่คิดจะพาครอบครัวไปเยี่ยมลุงนิลอีกเช่นกัน

    จากเหตุการณ์ในเย็นวันนั้น วันที่ลุงนิลเกือบจะทำให้ครอบครัวเดินทางไปโดยไร้ผู้นำ ลุงนิลไม่เคยลืมพระมหากรุณาธิคุณ ทุกวันนี้ลุงนิลปลูกต้นยางไว้หลายสิบต้นบนเนื้อที่ 17 ไร่ ที่ลุงนิลพลิกฟื้นขึ้นมาได้ ลุงนิลบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นต้นอะไรจะสูงเท่าต้นยางอีกแล้ว จึงได้ปลูกไว้เพื่อทดแทนพระมหากรุณาธิคุณ ต่อพระองค์ท่านที่ได้ให้ชีวิตใหม่กับลุงนิล

     แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ช่วงเวลาที่ได้อยู่ได้พูดคุยกับลุงนิล ทำให้ผมได้คิดอะไรได้หลายอย่างที่ยังไม่ได้ลงมือทำ คนเรานั้นมีสองมือสองเท้าเท่ากัน แต่ความคิดและจิตใจนั้นไม่เท่ากัน บางคนทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราไปวันๆ ไม่เคยคิดถึงคุณค่าของงานที่ทำ ไม่คิดถึงจริยธรรมจรรยาหรือผลกระทบต่อไป คิดเพียงแค่วันนี้…และพรุ่งนี้ล่ะจะเป็นอย่างไร?

ผมชอบคติประจำใจของลุงนิลอยู่ตอนหนึ่งที่ได้คุยกันก่อนกลับว่า 
“หนูเอ๋ย…ในโลกนี้มีงานอยู่สองอย่าง คือ…งานเขา กับ งานเรา” 

 
เรื่อง/ภาพ  นุ บางบ่อ http://www.111thailand.com/

 


ขอขอบคุณ
* การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
   สำนักงานชุมพร-ระนอง โทร. 077-501-831-2
* สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)
  โทร.02-192-1924-6

Link  Video  Chumphon






----------------------------------------------------------------------------------------------



 

 



สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ(สทน.)  
เที่ยวสบายกระเป๋า ทั่วไทย 5 ภูมิภาค กับ สทน.
ค้นหาข้อมูล



เว็บไซท์ใหม่ สทน.

การบริการท่องเที่ยวไทยภายใต้กรอบ AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
สมาชิกใหม่ สทน.
ADT1-0815-0755
บริษัท แอนทีล จำกัด
ADT3-0798-0155
สมาคมส่งเสริมการท่องที่ยวจันทบุรี
เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ


สทน. บูมเส้นทางระเบียงศรษฐกิจ
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)
599/29 หมู่บ้านกลางกรุง รัชวิภา ถนนรัชดาภิเษก แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร.0 2192 1924-6 โทรสาร.0 2192 1951-2
E-mail: adtthai@gmail.com website : http://www.domesticthailand.com